Background Image

5 แนวคิดในการสร้างมาตรฐานของเพลงให้มีคุณภาพดี

Post Image
02 Dec 2016 2:25 am

5 แนวคิดในการสร้างมาตรฐานของเพลงให้มีคุณภาพดี


วันนี้เราจะมาพูดถึง 5 แนวคิดในการสร้างมาตรฐานของเพลงให้มีคุณภาพดี และแนวคิดต่อไปนี้จะทำให้งานของคุณยกระดับขึ้นไปได้ขั้น

1. Idol (ไอดอล)

Sound Engineer ต่างประเทศในใจของคุณคือใครมีในใจหรือยัง ? ถ้ายังก็ลองค้นหาข้อมูลดูครับเพราะมีคนเก่งๆทุกแนวทุกซาวจริงๆหลังจากที่เราเจอแล้วสิ่งที่เราต้องทำคือศึกษางานจากคนนั้นเพราะส่วนใหญ่เค้าจะทำคลิปสอนใน Youtube อยู่แล้วตามไปดูกันได้และแน่นอนว่าเมื่อคุณมีคนที่คุณชอบแล้วคุณก็ต้องพยายามทำคุณภาพให้ใกล้เคียงกับ sound engineer คนนั้นงานเราก็จะมีคุณภาพขึ้นอีกระดับแน่นอน

 

2. Reference (การอ้างอิง)

เรฟเฟอเร้น คือ การอ้างอิงซึ่งหมายถึงเพลงอื่นๆที่เป็นแนวเดียวกับเราหรือซาวที่เราอยากได้มาเปิดเทียบกับงานของเราตรงนี้เราต้องคิดก่อนว่าเพลงของเรามันแนวเพลงอะไรมีซาวน์คาแรคเตอร์ที่จะดีไซน์ออกไปทางไหนเราถึงได้ไปหยิบเพลงของคนอื่นมาเป็นเรฟเฟอเร้น แต่ก็ต้องเลือกให้เหมาะสมด้วยนะครับถ้าเกิดว่าทำเพลงป๊อปแต่ไปเอาเพลงเมทัลมาเป็น Reference แล้วมิกซ์ซาวน์ตามเพลงเมทัล เดี๋ยวเสียง kick ของเพลงจะออกมาจิกๆเหมือนกับเพลงเมทัลไปซะอีกเพลงแต่ละสไตล์มี attack และซาวน์คาแรคเตอร์ของเครื่องดนตรีไม่เหมือนกัน แล้วเพลงที่เลือกมาเป็น เรฟเฟอเร้นนั้นถ้าให้ดีควรมี tempo ที่ไม่ห่างกันมากด้วยครับ เพราะการมิกซ์มันจะมีค่า time มาเกี่ยวข้องด้วย เช่น เรื่องของ Compressor, Delay, Reverb เป็นต้น

 

3. Produce & Record & Edit

รู้กันหรือยังว่าภาพรวมของเพลงจะออกมาดีได้ก็อยู่ที่การเรียบเรียงการ edit และการแพนเครื่องดนตรีเรื่องการเรียบเรียงตรงนี้อธิบายยากมากเลยแต่ผมแนะนำให้ไปหาพวกมัลติแทรคของฝรั่งมาฟังเทียบกับเพลงที่เราเรียบเรียงไว้ถ้าทำเพลงป๊อปก็แนะนำว่าลองไปฟัง Katy Perry, Lady Gaga อะไรพวกนี้ครับถ้าเราจะทำเสียงร้องก็ลองค้นหาในยูทูปฟังเฉพาะเสียงร้องของนักดนตรีดูก็ได้ครับเค้า เรียบเรียงยังไง ท่อนไหนอัดกี่รอบบ้าง อัดมากี่รอบแล้วแพนยังไง ท่อนไหนมีเสียงคอรัสประสานคู่ที่เท่าไร หรือว่าเค้าใช้วิธีการอัดร้อง overdub หรือไม่ แล้ว overdub ไปกี่รอบ พยายามฟังเยอะๆแล้วคิดตามถ้าหาพวก Multitrack, Session file, Template มาได้มันจะทำให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้นว่าเค้า Edit และเรียบเรียงแต่ละท่อนของเพลงมาดีแค่ไหนแล้วเราจะได้ยินได้เห็นบางเสียงที่เค้าซ่อนไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่างในเพลงอีกด้วย

Session file จะหาได้จากที่ไหนบ้างส่วนมากจะได้มาจากการซื้อคอร์สสอนของฝรั่งแล้วเค้าจะแถมมาให้ด้วยถ้าดีๆหน่อยก็ลองซื้อของ Audio Legends - CLA มาก็ได้ครับอันนี้แถม Session file พร้อมมิกซ์มาให้เปิดเล่นได้กับหลาย Daw เลยครับ หรือบางค่ายที่ขายคอร์สสอนเค้าก็จะแถมมาให้เหมือนกันแต่อาจจะให้เรามามิกซ์เองตามที่เค้าสอนอะไรทำนองนี้ครับ

Multitrack ก็จะหาได้จากการเสริชกูเกิ้ลครับจะมีซาวน์เอนจิเนียร์ฝรั่งหลายๆท่านทำ Multitrack มาให้เราโหลดไปมิกซ์เล่นได้ส่วนมากจะ Edit มาหมดแล้วให้เรานำมาแพนแล้วก็มิกซ์ได้เลยถ้าเราได้มัลติแทรคมาเราก็จะสามารถเอามาฟัง เอามาดูว่าเค้าทำงานเบื้องต้นยังไง

Template นี่ก็เหมือนๆกับพวก session file นั่นแหละ แล้วแต่ละคนจะเรียกแต่ template ส่วนมากเลยจะมิกซ์มาเสร็จเรียบร้อยแล้วและเค้าก็ยกโปรเจคที่มิกซ์ทั้งดุ้นนั้นมาให้เราเลยในใจหลายๆคนคงคิดว่าจะทำ template ของเค้ามาเปลี่ยนใส่เครื่องดนตรีของตัวเองลงไปแล้วจะไม่ต้องมิกซ์เลยมันไม่ง่ายขนาดนั้นครับเพราะปัจจัยมันเยอะมากเสียงที่เราเลือกมากับของเค้าต่างกันระดับความดังของเสียงที่เราเลือกมาก็ต่างกันดังนั้นการจะทำให้เพลงออกมาดีมันไม่มีทางลัดนะครับ บางคนมาขอโปรเจค HeartrockHomeStudio ไปก็มีนะครับฮ่าๆ

ส่วนเรื่องของการ edit นั้นส่วนมากฝรั่งงาน edit เนียนมากผมเคยฟังเสียงร้องที่เค้า overdub แล้ว edit มาสองสามไลน์พร้อมกันทุกคำเป๊ะเว่อร์แทบไม่มีหลุดเลยแต่บางทีไฟล์เพลงของเราอัด overdub เสียงร้องมาแล้วเอามา edit ยังไงมันก็ไม่ลงตัวกันก็มีอันนี้ต้องมองย้อนกลับไปเรื่องของการ record กันใหม่เลย เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าที่เราไม่สามารถนำไฟล์มา edit ได้เพราะการคุมอัดไม่ดีหรือนักดนตรีมีคุณภาพไม่ถึงที่เราอยากได้มีคำบางทีหลุดออกมาจากกันมากจนเกินไปทำยังไงก็ edit ไม่ได้หรอกครับแต่ถ้าย้อนกลับไปอัดใหม่หลังจากนั้นก็จะมีปัญหาเพราะการตั้งไมค์ตำแหน่งการยืนเปลี่ยนลมหายใจเปลี่ยนใหม่หมดฉะนั้นใครคิดว่าการ record มันง่ายก็กลับไปคิดซะใหม่นะครับการ record มันไม่ใช่แค่การกดปุ่มแดงๆแล้วให้มันบันทึกลงไปในคอมอย่างเดียวนะครับมันต้องพิจารณาด้วยว่าเสียงที่เราอัดไปนั้นนำไปใช้ได้หรือป่าวเราต้องมองให้ขาดในการอัดครั้งนั้นๆ ที่กล่าวมานี้คือพวกเสียงที่ต้องอัดด้วยไมค์จ่อนะครับยกเว้นพวกเครื่องดนตรีที่สามารถต่อตรงเข้า interface ได้เลยเช่น กีต้าร์, เบส อันนี้จะสามารถย้อนมาอัดแก้กี่รอบก็ได้แต่อย่าลืมตั้ง Volume ต่างๆให้เหมือนเดิมด้วยละ

 

4. Tools

ส่วนมากเครื่องมือที่ใช้จะพูดถึง Software ซึ่งมันก็คือ VST VSTi AU AAX เราจะรู้ได้ไงว่าอันไหนดีหรือไม่ดีถ้าเป็นเรื่อง Software นี่ต้องพูดถึงการเขียนโปรแกรมว่าโปรแกรมไหนจะเขียนมันออกมาได้ดีกว่ากันถ้าคนที่เล่นกีต้าร์แล้วเคยใช้ Cabinet impulse จะเข้าใจครับมันเหมือนกับว่าเราใช้ cabinet ที่อัดมาสดๆแล้วใช้ Head Amp ในคอมเอาถ้าเราเปลี่ยน Head ก็จะทำให้เสียงเปลี่ยนตามไปด้วยจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็อยู่ที่ว่าคนเขียนโปรแกรม Head ครับฉะนั้นผมจึงสรุปได้ว่า Software ที่ดีอยู่ที่การเขียนโปรแกรมล้วนๆเลย แต่ข้อดีของ Software คือมันยืดหยุ่นมาก เช่น

  • มีให้เลือกใช้เยอะจนตาลาย
  • สามารถพัฒนาได้จนไม่มีที่สิ้นสุด
  • บางฟังค์ชั่นมีเฉพาะบน Software เท่านั้น ถ้าไม่เชื่อลองใช้ VST ตระกูล fab filter ดูครับ(ค่ายนี้แนะนำเลย)
  • คุณภาพของ Software อยู่ที่ความรู้ความเข้าใจของผู้ที่ดีไซน์ ยกตัวอย่าง VST ของ Joey Sturgis กับ Steven Slate ดี๊ดีมากๆเลยฉะนั้นถ้าเราศึกษานิดนึงก่อนซื้อ VST มาใช้เพื่อมิกซ์เราก็ดูได้เลยว่าค่ายไหนน่าเชื่อถือใครเป็นผู้ผลิต และเราจะนำไปใช้กับงานแบบไหน แนวเพลงแบบไหน
  • ส่วนเรื่องของ sample, soft synth หรือ Library ต่างๆที่มีเสียงในตัวเองซึ่งตรงนี้เราสามารถฟังรีวิวเสียงได้จากเว็บผู้ผลิตอยู่แล้วครับว่าเวิร์คหรือไม่เวิร์ค

 

5. Technique

เทคนิคการใช้งาน VST VSTi AU AAX ต่างๆหรือการประยุกต์ใช้มันจะมีหลายอย่างเลยเช่น

  • การใช้งาน Automation เพื่อควบคุมไดนามิคระดับความดังเบาของเพลงหรือการ Automation EQ ไล่จากเสียงสูงไปต่ำหรือแพนจากซ้ายไปขวาซึ่ง Automation นี้สามารถทำได้เยอะแยะมากมายเลยครับ
  • การทำ Sidechain Compressor เพื่อลดให้เสียงนึงเบาลงเมื่ออีกเสียงดังขึ้นหรือ Sidechain Gate เพื่อทำให้เสียงนึงเล่นตามจังหวะที่อีกเสียงนึงกำหนด
  • การทำ Multiband Comp ด้วย Filter ซึ่งส่วนมากจะทำในเครื่องดนตรีที่มีย่านต่ำสุดและสูงสุดอย่าง Kick จะแบ่งเป็น Kick in กับ Kick Out หรือ Bass จะเป็น Bass Low กับ Bass Grind แล้วแต่ใครจะเรียกนะครับซึ่งเราจะก๊อปปี้เสียงเบสเป็นสองแทรคก่อนใช้ High Filter กับ Low Filter เสร็จแล้วจัดการใช้ compressor กับมันเพื่อให้เสียงมันได้ไดนามิคตามที่ต้องการ และ เราอาจจะอยากให้ Kick out มีความกระแทก แต่ Kick in ซอฟๆก็ได้นะครับ อยู่ที่การดีไซน์ของแต่ละคนเลยครับ

 

ขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อนเพราะอาจจะตาลายกันได้และอย่าลืมทดลองใช้งาน Plug-ins อยู่เสมอเพราะถ้าหยุดเท่ากับไม่เก่งฮ่าๆ

 

Aux-Out Studio ขอขอบคุณบทความดีๆจาก HeartrockHomeStudio ใครชอบบทความก็ติดตามเพจนี้ได้เลยครับสาย DAW Cubase

 

← เรากำลังทำสิ่งที่ไม่ควร ใช้ Mixer หรือ Audio Interface สำหรับทำเพลงดี →